สัปดาห์ที่แล้วได้เขียนถึงกฎหมายอาญา ในหมวดที่ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเพศ และความเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐที่ต้องการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่ง และดูเหมือนจะเป็นเหตุผลที่คนที่อยากจะแก้กฎหมายอาจไม่ได้รู้เท่าทันนัก คือ ความรู้สึกตะขิดตะขวงใจว่าคนเพศเดียวกันจะข่มขืนกันได้ยังไง และผู้ชายไม่น่าจะถูกข่มขืนได้ พูดง่ายๆ คือ ไม่รู้ตัวว่าตัวเองจัดอยู่ในกลุ่มโฮโมโฟเบีย หรือ เกลียดและกลัวคนรักเพศเดียวกัน
อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าสนใจคือกฎหมายที่แก้ไขไปเมื่อปี 2550 ทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา รวมไปถึงหมอนิติเวชต่างส่ายหน้าบอกว่าหมดปัญญาที่จะทำงานต่อไปได้ เพราะคำนิยามกว้างเกินไป ลำบากในการพิสูจน์และหาหลักฐานประกอบการส่งฟ้องหรือแม้แต่พิจารณาคดี นั่นคือ นิยามของคำ ว่ากระทำชำเราถูกเปลี่ยนจากความหมายแคบๆ ที่หมายถึงการนำอวัยวะเพศชายล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศหญิง เป็น การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น
กรณีความยากลำบากในการทำงานนั้น มีมุมมองจากหมอนิติเวชระบุว่าควรจะแก้นิยามของคำว่า “กระทำชำเรา” กลับมาเหมือนเดิม คือให้ชายข่มขืนหญิงเท่านั้น เพราะตรวจคราบอสุจิได้ง่าย ตรวจดีเอ็นเอก็ได้ แต่ถ้าใช้อวัยวะเพศไปสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศ ปาก ทวารหนักของอีกคนหนึ่ง หมอก็เริ่มจะมึนว่าจะตรวจกันยังไง ส่วนพนักงานสอบสวนเอง มักจะพึ่งพาการตรวจของหมอเป็นหลักอยู่แล้ว เรื่องนี้น่าเห็นใจเจ้าหน้าที่มาก แต่การพิจารณาคดีนั้น ต้องทำอย่างรอบคอบ มีการสืบสวน สอบสวน หาพยานหลักฐาน และพยานบุคคลมากมายมาประกอบ รวมทั้ง รับฟังคำให้การทั้งจากผู้กระทำและถูกกระทำด้วย ไม่เช่นนั้นเราจะมีพนักงานสอบสวน และอบรมเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนไปทำไม เพียงแค่ตั้งงบประมาณซื้ออุปกรณ์แพทย์และเครื่องมือตรวจดีเอ็นเอก็เพียงพอแล้วกระมัง
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ เมื่อสังคมเปลี่ยนไปตามเวลา กฎหมายก็ย่อมเปลี่ยนตามให้สอดคล้องกับสภาพสังคม สอดรับกับความเข้าใจในสถานการณ์ปัญหาที่ควรจะมีมากขึ้น และการทำงานของผู้รักษากฎหมายและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอื่นๆ ย่อมต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องไปด้วย เราคงไม่สามารถทำงานแบบเดิมๆ โดยไม่พัฒนา ยิ่งดีเสียอีกที่กฎหมายใหม่ๆ จะเป็นตัวบังคับให้เราต้องคิดค้นและพัฒนาอยู่เสมอ และท้าทายประสิทธิภาพการทำงานของเราด้วย อย่าให้ความไม่คุ้นชินมาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาตัวเอง
ในต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ แม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่าผู้ชายก็ถูกข่มขืนได้เช่นกัน แต่ก็ยังมีมายาคติอยู่เช่นกัน แต่สิ่งที่ค่อนข้างก้าวหน้ากว่าบ้านเราคือ มีความพยายามใช้ความรู้มาพัฒนาการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยในสหรัฐอเมริกามีงานวิจัยโดย Michael Scarce ที่ถือว่าศึกษาเกี่ยวกับชายที่ถูกข่มขืนโดยเฉพาะ โดยเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ และความทุกข์ที่คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญ เหตุผลที่ไม่กล้าไปแจ้งความ เช่น รู้สึกอับอาย และคิดว่าคนจะไม่เชื่อว่าตัวเองพูดความจริง เพราะสังคมยังมีภาพของผู้ชายว่าเป็นผู้กระทำมากกว่าจะถูกกระทำ และก็ได้สรุปว่า คนในกระบวนการยุติธรรมและการแพทย์ที่เกี่ยวข้องต้องได้รับการอบรมให้มีความละเอียดอ่อนต่อการดำเนินคดีเกี่ยวกับเพศ
ในอังกฤษเองมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 150 คน เพื่อดูว่าเพศมีผลต่อมุมมองในเรื่องข่มขืนหรือไม่ น่าสนใจที่ผลปรากฏว่า ชายรักต่างเพศเป็นกลุ่มที่มีความเข้าใจผิดๆ เรื่องข่มขืน และมักโดยนความผิดให้กับคนที่ถูกกระทำมากกว่าหญิงรักต่างเพศและเกย์ โดยเฉพาะกลุ่มเกย์แสดงความเห็นใจผู้ถูกกระทำมากที่สุด บ้านเราน่าลองใช้วิธีนี้มาสำรวจความคิดเห็นกันบ้าง เพื่อที่เวลาเราแก้ไขกฎหมายกัน จะได้มีสัดส่วนคนเพศต่างๆ เข้าไปช่วยกันดูกฎหมายให้รอบคอบ ให้มีอคติทางเพศน้อยที่สุด
แต่ใช่ว่าการแก้ไขกฎหมายรอบนี้จะมีแต่แง่มุมบั่นทอนคนทำงานด้านสิทธิ อย่างน้อยก็ยังมีแง่ดีเจือปนอยู่บ้าง เพราะมาตรา 277 ซึ่งในปี 2550 ระบุว่าถ้าผู้กระทำอายุไม่เกิน 18 ปี ผู้ถูกกระทำอายุ 13-15 ปี มีเพศสัมพันธ์โดยยินยอมกันทั้งคู่ ถ้าศาลอนุญาตให้แต่งงานกันได้ ก็ไม่ต้องรับโทษ มาตอนนี้ คณะกรรมการแก้ไขกฎหมายนี้ มีความเห็นว่าควรยกเลิกเพราะเงื่อนไขตรงนี้มักถูกนำมาใช้เพื่อให้พ้นผิดไม่ต้องรับโทษ และพอแต่งงานเสร็จผู้ชายก็หนีหายไปเลย การยอมความก็เลยกลายเป็นช่องทางการหาประโยชน์ทั้งตำรวจ ทนายความ ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ เป็นการร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากความทุกข์ยากของคน
หลายคนเห็นด้วยที่จะยกเลิกเรื่องการยอมความ เพราะมองว่ากฎหมายอาญายอมความไม่ได้ แต่ทำไมในคดีความผิดเรื่องเพศถึงยอมความได้ เพียงแต่ท้วงติงว่าคณะกรรมการยังขาดความความรอบรู้ในสถานการณ์สังคม จึงไม่ได้ระบุทางออกสำหรับเยาวชนที่อยู่ในวัยอยากรู้อยากลองและมักจะลงเอยด้วยการมีเพศสัมพันธ์กันฉันท์คนรัก ในการรับฟังความเห็นต่อการแก้ไขกฎหมายข่มขืนเมื่อต้นเดือนนี้ มีเยาวชนจากบ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นสถานที่คุมประพฤติเยาวชนกระทำความผิด มาร่วมให้ความเห็นด้วย ถือได้ว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง
เจ้าตัวเล่าว่ามีเพศสัมพันธ์กับแฟนตอนอายุ 17 ปี และแฟนอายุ 14 ปี พอพ่อแม่ผู้หญิงรู้เข้าก็ไปแจ้งความ แม้ผู้ปกครองของสองฝ่ายจะไกล่เกลี่ยกันได้ แต่ก็สายเสียแล้วเพราะพนักงานสอบสวนบอกว่าผู้หญิงอายุไม่ถึง 15 ปี ตามกฎหมายแล้ว เด็กคนนี้ถือว่ากระทำผิด จึงต้องเข้ามาอยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก ถูกมองว่าเป็นอาชญากร หมดสิ้นกำลังใจ และเสียอนาคต
เขียนเรื่องเหตุผลของการแก้กฎหมายข่มขืน ก็ทำให้ได้ทบทวนตัวเองไปด้วย และก็ได้ข้อคิดสำหรับตัวเองว่า เอาเข้าจริงแล้วเรื่องเพศนั้นซับซ้อน จะมองในมุมของสิทธิล้วนๆ ไม่ได้ เรื่องของจิตใจสำคัญพอๆ กัน โดยเฉพาะคนที่ถูกกระทำเขาต้องเป็นคนบอกเองว่าเขารู้สึกยังไง เจ้าหน้าที่รัฐจึงควรฟังให้มาก และก็จะได้ทางออก สำหรับคดีที่คิดว่ายาก เช่น กรณีเยาวชนมีเพศสัมพันธ์กันโดยสมัครใจ เพราะหากผู้หญิงเขาไม่รู้สึกว่าถูกกระทำ มันเป็นเพียงการแสดงความรักต่อกัน ก็ต้องมีกระบวนการทางสังคมเข้ามาโอบอุ้มเขาไว้ให้ดำเนินชีวิตต่อไปในวันข้างหน้าได้
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สิทธิในการที่จะตาย รู้ไว้ๆๆๆๆ
ปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยยืดและต่ออายุการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายที่ล้มเหลว ทำให้ผู้ป่วยในวาระสุดท้ายบางรายมีชีวิตอยู่ด้วยความช่วยเหลือของเครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยยืดอายุการทำงานของร่างกายออกไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องช่วยหายใจ เครื่องปั๊มหัวใจ สายระโยงระยางที่ห้อยแขวนทั่วร่างเพื่อช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายที่ใกล้หมดสภาพ ทั้งหมดทั้งปวงเป็นไปเพื่อยืดวันเวลาในการตายออกไป
คนจำนวนหนึ่งเห็นว่า ภาวะที่ผู้ป่วยมีชีวิตในสภาพ “ฟื้นก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ลง” อยู่ด้วยเครื่องจักรนั้น เป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะดำรงตนอยู่อย่างมีคุณภาพ และไม่ปรารถนาที่จะเห็นตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น
การเลือกที่จะไม่อยู่หรือตายในสภาพไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นที่กล่าวมา ทำให้เกิดประเด็นการพูดคุยเรื่อง สิทธิในการตาย อย่างกว้างขวาง ซึ่งมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และผู้ที่คัดค้าน
เมื่อกล่าวถึง สิทธิที่จะตาย หลายคนอาจเข้าใจว่า เป็นการให้สิทธิที่จะยุติการรักษาพยาบาล หรือให้แพทย์กระทำการใด ๆ เพื่อเร่งการตาย ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการส่งเสริมการฆ่าตัวตาย เป็นการฆ่า ซึ่งเป็นเรื่องผิดบาป
ในเมืองไทย การเร่งการตายด้วยเทคโนโลยี (Active Euthanasia –การุณฆาต) หรือการปฏิเสธให้การรักษาผู้ป่วย เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้ ทั้งในแง่ของกฎหมาย จริยธรรมทางวิชาชีพทางการแพทย์ รวมถึงในมุมมองทางศาสนาด้วย
พระไพศาล วิสาโล กล่าวว่า ในสังคมที่ไม่มอง ความเจ็บปวด ทุพลภาพ หรือความตาย เป็นศัตรู จะยอมรับ โอบกอดความตายด้วยปัญญา เห็นเป็นการพัฒนาทางจิตวิญญาณ ไม่พยายามผลักไส หรือหนีไปด้วยการเร่งความตาย หรือแม้แต่ยื้อออกไปเพราะยอมรับความตายไม่ได้
ผู้ที่ฆ่าตัวตายไม่ใช่ผู้ที่ยอมรับความตาย แต่ใช้ความตายยุติปัญหาบางอย่าง และผู้ที่ฆ่าตัวตายมักกระทำการในเวลาที่จิตใจเป็นอกุศล คือ เศร้าหมอง หดหู่ น้อยเนื้อต่ำใจ โกรธ เคียดแค้น หรือหลงผิด การตายที่จมอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ย่อมไม่ใช่การตายที่ดีงาม และอาจสืบเนื่องไปสู่สภาวะหลังการตายด้วย
สิทธิในการตาย (ดี)
เมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะไร้การเยียวยา สภาพร่างกายเสื่อมจนฟื้นคืนไม่ได้อีกแล้ว สิทธิการตาย น่าจะอยู่ที่การปล่อยให้ขั้นตอนการตายเป็นไปตามธรรมชาติ ปราศจากการแทรกแซง ฉุดยื้อด้วย ยา และเครื่องมือทางการแพทย์ (Passive Euthanasia) และก็ไม่ได้หมายความว่า แพทย์จะยุติการรักษา เพียงแต่การรักษาในระยะนี้เป็นไปเพื่อเยียวยาอาการ บรรเทาความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน แต่จะไม่ทำอะไรรุกเร้า เร่งหรือยื้อความตายอีกต่อไป ถ้าหากจะยืดการตายออกไปก็เป็นไปเพื่อสร้างความพร้อมทางจิตวิญญาณให้กับผู้ที่กำลังจะจากไป
หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้า (พินัยกรรมชีวิต)
การตายอย่างสงบ เป็นธรรมชาติและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เป็นสิทธิที่บุคคลพึงมีและพึงได้รับการเคารพ ยอมรับจากผู้อื่น สังคม และกฎหมาย แต่ปัญหาที่ทำให้หลายคนไม่สามารถตายอย่างมีศักดิ์ศรีได้ เกิดขึ้นเนื่องจากไม่ได้แสดงเจตจำนงในการใช้สิทธินี้ไว้ล่วงหน้า หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้นที่เราไม่อยู่ในสภาพที่จะบอกกล่าวความต้องการที่จะตายดีได้ ก็จะมีผู้อื่น ญาติ แพทย์ มาตัดสินแทนเรา ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า ญาติอาจจะไม่รู้ความจริงว่า ผู้ป่วยอยู่ในภาวะใกล้ตายแล้ว หรือยังหวังที่จะให้คนที่ตนรักหายและกลับบ้านได้ยังมีอยู่ตลอดเวลา หรือแม้รู้แต่ก็คิดว่าต้องรักษาพยาบาลให้เต็มที่เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณให้กับคนที่ตนรัก ยิ่งในครอบครัวที่มีญาติพี่น้องมาก ยิ่งยากแก่การตัดสินใจ
ปัจจุบันเราจึงเริ่มพูดถึงแนวคิด เรื่อง พินัยกรรมชีวิต (Living will) คือให้มีการแสดงความจำนงไว้ล่วงหน้าได้ อาจจะระบุแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ที่เราต้องการ หรือไม่ต้องการในกรณีต่างๆไว้
ในหลายประเทศมีกฎหมายรับรองในเรื่องนี้ และล่าสุด ประเทศไทยก็มีพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ซึ่งระบุถึงสิทธิในการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติไว้ด้วย
“บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้
การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง”
เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้เป็นไปเพื่อรับรองสิทธิของผู้ที่ปรารถนาจะจากไปอย่างสงบ ตามความเชื่อของตน และคาดว่าจะช่วยลดทอนปัญหาความขัดแย้งระหว่างญาติพี่น้อง และ ทีมผู้ให้การรักษา ซึ่งหลายครั้งจะพบว่ามีปัญหาระหว่างแนวคิดที่จะยื้อชีวิตและความเห็นที่ต้องการปล่อยการตายให้เป็นไปตามธรรมชาติ
ทั้งนี้ แม้ผู้ที่ปรารถนาจะจากไปอย่างสงบจะได้แจ้งความประสงค์ไว้ หากถึงเวลาที่ตัวเขาไม่สามารถบอกกล่าว ชี้แจงความต้องการได้ ก็คงขึ้นอยู่กับญาติ และผู้ให้การรักษาว่าจะเคารพในความปรารถนาของผู้ที่กำลังจะจากไปหรือไม่
การร้องขอ “การตายดี” จะเป็นไปได้ ก็เมื่อเราได้สื่อสารเรื่องความตายกันอย่างเนือง ๆ ได้รับรู้ความคิด ความเห็น และ ความเชื่อของกันและกัน และท้ายที่สุด ถ้าเราเคารพในความต้องการของผู้ที่เรารัก และไม่เห็นความตายเป็นศัตรูที่ต้องเอาชนะ
คนจำนวนหนึ่งเห็นว่า ภาวะที่ผู้ป่วยมีชีวิตในสภาพ “ฟื้นก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ลง” อยู่ด้วยเครื่องจักรนั้น เป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะดำรงตนอยู่อย่างมีคุณภาพ และไม่ปรารถนาที่จะเห็นตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น
การเลือกที่จะไม่อยู่หรือตายในสภาพไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นที่กล่าวมา ทำให้เกิดประเด็นการพูดคุยเรื่อง สิทธิในการตาย อย่างกว้างขวาง ซึ่งมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และผู้ที่คัดค้าน
เมื่อกล่าวถึง สิทธิที่จะตาย หลายคนอาจเข้าใจว่า เป็นการให้สิทธิที่จะยุติการรักษาพยาบาล หรือให้แพทย์กระทำการใด ๆ เพื่อเร่งการตาย ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการส่งเสริมการฆ่าตัวตาย เป็นการฆ่า ซึ่งเป็นเรื่องผิดบาป
ในเมืองไทย การเร่งการตายด้วยเทคโนโลยี (Active Euthanasia –การุณฆาต) หรือการปฏิเสธให้การรักษาผู้ป่วย เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้ ทั้งในแง่ของกฎหมาย จริยธรรมทางวิชาชีพทางการแพทย์ รวมถึงในมุมมองทางศาสนาด้วย
พระไพศาล วิสาโล กล่าวว่า ในสังคมที่ไม่มอง ความเจ็บปวด ทุพลภาพ หรือความตาย เป็นศัตรู จะยอมรับ โอบกอดความตายด้วยปัญญา เห็นเป็นการพัฒนาทางจิตวิญญาณ ไม่พยายามผลักไส หรือหนีไปด้วยการเร่งความตาย หรือแม้แต่ยื้อออกไปเพราะยอมรับความตายไม่ได้
ผู้ที่ฆ่าตัวตายไม่ใช่ผู้ที่ยอมรับความตาย แต่ใช้ความตายยุติปัญหาบางอย่าง และผู้ที่ฆ่าตัวตายมักกระทำการในเวลาที่จิตใจเป็นอกุศล คือ เศร้าหมอง หดหู่ น้อยเนื้อต่ำใจ โกรธ เคียดแค้น หรือหลงผิด การตายที่จมอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ย่อมไม่ใช่การตายที่ดีงาม และอาจสืบเนื่องไปสู่สภาวะหลังการตายด้วย
สิทธิในการตาย (ดี)
เมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะไร้การเยียวยา สภาพร่างกายเสื่อมจนฟื้นคืนไม่ได้อีกแล้ว สิทธิการตาย น่าจะอยู่ที่การปล่อยให้ขั้นตอนการตายเป็นไปตามธรรมชาติ ปราศจากการแทรกแซง ฉุดยื้อด้วย ยา และเครื่องมือทางการแพทย์ (Passive Euthanasia) และก็ไม่ได้หมายความว่า แพทย์จะยุติการรักษา เพียงแต่การรักษาในระยะนี้เป็นไปเพื่อเยียวยาอาการ บรรเทาความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน แต่จะไม่ทำอะไรรุกเร้า เร่งหรือยื้อความตายอีกต่อไป ถ้าหากจะยืดการตายออกไปก็เป็นไปเพื่อสร้างความพร้อมทางจิตวิญญาณให้กับผู้ที่กำลังจะจากไป
หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้า (พินัยกรรมชีวิต)
การตายอย่างสงบ เป็นธรรมชาติและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เป็นสิทธิที่บุคคลพึงมีและพึงได้รับการเคารพ ยอมรับจากผู้อื่น สังคม และกฎหมาย แต่ปัญหาที่ทำให้หลายคนไม่สามารถตายอย่างมีศักดิ์ศรีได้ เกิดขึ้นเนื่องจากไม่ได้แสดงเจตจำนงในการใช้สิทธินี้ไว้ล่วงหน้า หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้นที่เราไม่อยู่ในสภาพที่จะบอกกล่าวความต้องการที่จะตายดีได้ ก็จะมีผู้อื่น ญาติ แพทย์ มาตัดสินแทนเรา ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า ญาติอาจจะไม่รู้ความจริงว่า ผู้ป่วยอยู่ในภาวะใกล้ตายแล้ว หรือยังหวังที่จะให้คนที่ตนรักหายและกลับบ้านได้ยังมีอยู่ตลอดเวลา หรือแม้รู้แต่ก็คิดว่าต้องรักษาพยาบาลให้เต็มที่เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณให้กับคนที่ตนรัก ยิ่งในครอบครัวที่มีญาติพี่น้องมาก ยิ่งยากแก่การตัดสินใจ
ปัจจุบันเราจึงเริ่มพูดถึงแนวคิด เรื่อง พินัยกรรมชีวิต (Living will) คือให้มีการแสดงความจำนงไว้ล่วงหน้าได้ อาจจะระบุแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ที่เราต้องการ หรือไม่ต้องการในกรณีต่างๆไว้
ในหลายประเทศมีกฎหมายรับรองในเรื่องนี้ และล่าสุด ประเทศไทยก็มีพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ซึ่งระบุถึงสิทธิในการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติไว้ด้วย
“บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้
การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง”
เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้เป็นไปเพื่อรับรองสิทธิของผู้ที่ปรารถนาจะจากไปอย่างสงบ ตามความเชื่อของตน และคาดว่าจะช่วยลดทอนปัญหาความขัดแย้งระหว่างญาติพี่น้อง และ ทีมผู้ให้การรักษา ซึ่งหลายครั้งจะพบว่ามีปัญหาระหว่างแนวคิดที่จะยื้อชีวิตและความเห็นที่ต้องการปล่อยการตายให้เป็นไปตามธรรมชาติ
ทั้งนี้ แม้ผู้ที่ปรารถนาจะจากไปอย่างสงบจะได้แจ้งความประสงค์ไว้ หากถึงเวลาที่ตัวเขาไม่สามารถบอกกล่าว ชี้แจงความต้องการได้ ก็คงขึ้นอยู่กับญาติ และผู้ให้การรักษาว่าจะเคารพในความปรารถนาของผู้ที่กำลังจะจากไปหรือไม่
การร้องขอ “การตายดี” จะเป็นไปได้ ก็เมื่อเราได้สื่อสารเรื่องความตายกันอย่างเนือง ๆ ได้รับรู้ความคิด ความเห็น และ ความเชื่อของกันและกัน และท้ายที่สุด ถ้าเราเคารพในความต้องการของผู้ที่เรารัก และไม่เห็นความตายเป็นศัตรูที่ต้องเอาชนะ
แล้วคุณคิดว่าเป็ยศิลปะไหม
ศิลปะ กับ อนาจาร
.........ธรรมชาตินี่แปลกดีนะ เขาช่างเสกสรรปั้นแต่งให้สรรพสิ่งเกิดมามีลักษณะตรงกันข้ามกันควบคู่กันเพื่อสร้างสมดุลซึ่งกันและกัน หากเราจะจับคู่สิ่งต่าง ๆ ที่มีลักษณะตรงกันข้าม เช่น ดี/ชั่ว, มืด/สว่าง, แท้/เทียม, สูง/ต่ำ........ศิลปะ/อนาจาร........สิ่งที่ตรงข้ามกันทั้งหลายจะแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งกันไม่เข้ากัน อยู่กันคนละด้าน ในการตีความหรือการให้คำนิยามเพียงด้านเดียวก็พออนุมานถึงความหมายของสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามได้ ดังนั้นถ้าเรารู้ความหมายของศิลปะก็จะนึกถึงความหมายของอนาจารได้เช่นกัน
........ศิลปะ คือ อะไร???ถ้าจะตอบแบบหลักวิชาเบื้องต้นอาจตอบได้ว่า ศิลปะคือสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น, ศิลปะ คือ การเลียนแบบธรรมชาติ, ศิลปะ คือการแสดงออกเกี่ยวกับความเชื่อ, ศิลปะ คือการถ่ายทอดความงาม ฯลฯ แต่ละมุมมองมีคำอธิบายอย่างมีเหตุผลทำให้เข้าใจในความหมายของศิลปะได้
........ความเป็นศิลปะหรือตัวตนของศิลปะคืออะไร???
........ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าศิลปะที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมามีหลายแขนง เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี นาฏศิลป์ วรรณกรรม ซึ่งโดยปกติทั้ง 6 แขนง ใช้วัสดุ อุปกรณ์ วิธีการเป็นสื่อในการถ่ายทอดเนื้อหาสาระแตกต่างกัน ศิลปะแต่ละแขนงดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายในการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของศิลปินให้ผู้ชมหรือผู้ฟังเกิดความรู้สึกคล้อยตามด้วยความรู้สึกของตนเอง เช่น ความรู้สึกสวยงาม อิ่มเอิบ เศร้าหมอง หยิ่งยะโส รัก อบอุ่น ตื่นเต้น อ้างว้าง หดหู่ ฯลฯ ทั้งนี้ผู้ชมหรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกได้มากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความรู้ความชำนาญหรือทักษะของศิลปิน ประสบการณ์ของผู้ชมหรือผู้ฟังเอง สังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
........หลักการพิจารณาศิลปะกับอนาจาร
........อาจารย์อารี สุทธิพันธ์ ผู้บุกเบิกงานศิลปศึกษาในเมืองไทย ได้เสนอหลักพิจารณาความแตกต่างของศิลปะกับอนาจารซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
........1) ให้ดูที่เจตนาของผู้ทำงานนั้น ๆ ว่ามีเจตนาอะไรแฝงอยู่หรือไม่ เช่น การใช้กิเลสพื้นฐานของสัญชาตญาณเป็นสิ่งกระตุ้นความสนใจแล้วแอบอ้างว่าเป็น "ศิลปะ" เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งของตนเอง
........2) ให้ดูปฏิกริยาของผู้ชม ถ้าเป็นงานศิลปะผู้ชมจะสามารถดูได้อย่างเปิดเผย แต่งานอนาจารจะดูอย่างลับ ๆ ศิลปะจะส่งเสริมให้มนุษยชาติมีความเจริญงอกงามด้านนแวคิดและสติปัญญามากกว่าการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ใฝ่ต่ำ
........3) งานศิลปะยิ่งนานไปยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่อนาจารยิ่งนานยิ่งเสื่อมค่าลง ศิลปะเป็นผลงานของมนุษย์ที่แสดงออกให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์อันแฝงด้วยจิตวิญญาณหรือความรู้สึกที่ต่างไปจากผลงานที่เป็นสัญชาตญาณของสัตว์เดรัจฉานทั่วไป
........4) ให้ดูที่ฝีมือหรือความสามารถในการถ่ายทอดของศิลปินว่าถ่ายทอดได้อารมณ์มากน้อยเพียงใด ความละเอียดอ่อนที่ไวต่อการรับรู้ของศิลปินผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการระบายหรือถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านี้แตกต่างกัน ทำหใคณค่าของศิลปะแตกต่างกันด้วย
........การพิจารณาเพียง 4 หลักนี้ก็สามารถตัดสินได้แล้วว่า ผลงานชิ้นใดที่เรียกว่าศิลปะหรืออนาจาร
แค่ไหนกันถึงจะเรียกว่า..อนาจาร
อนาจาร คำนี้ทุกคนคงเคยได้ยิน นางแบบแก้ผ้าอนาจาร นมหกอนาจาร ไอ้นั่นอนาจาร ไอ้นี่อนาจาร เราลองมาดูกันว่า แท้จริงแล้ว การกระทำแค่ไหนถึงจะเรียกได้ว่า อนาจาร ตามกฎหมาย
กฎหมายกำหนดความผิดฐานอนาจารไว้ว่า การกระทำใดที่ควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยการเปลือยหรือเผยร่างกาย หรือทำการลามกอย่างอื่น โดยไม่มีโทษจำคุกแต่อย่างใด มีแต่เพียงโทษปรับไม่เกิน 500 บาท คืออนาจารยังไงก็เสียไม่เกิน 500 บาทนั่นเอง
กฎหมายบอกว่า แม้ตัวผู้กระทำเองไม่ขายหน้า แต่ถ้าควรขายหน้าก็ถือว่าอนาจารแล้ว ส่วนจะมีความผิดหรือไม่อย่างไรก็ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไป เช่น การวิ่งแก้ผ้าเพื่อถ่ายภาพยนต์กลางที่สาธารณะชน เอามาเปรียบเทียบกับการวิ่งแก้ผ้าเพราะถูกคนบุกเข้ามาทำร้ายขณะกำลังอาบน้ำ จะเห็นว่า กรณีแรกผิดฐานอนาจาร ส่วนกรณีหลังไม่ผิด เพราะขาดเจตนา
ลองมาดูอีก เรื่องการ(เกือบ)เปลือยกายอาบน้ำบนรถ แล้วแห่ไปรอบเมือง จะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ขัดกับวัฒนธรรมไทย กฎหมายก็มาจากวัฒนธรรมที่ดีงามนั่นเอง แม้ว่าการอาบน้ำนั้นจะมีการเอากระจกมาบัง ใส่ผ้าสีเนื้อไว้ด้านใน แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดเผยร่างกายแล้ว เมื่อเทียบกับคุณย่าคุณยายที่อาบน้ำในลำคลองตามบ้านนอกที่อยู่ติดแม่น้ำ จะเห็นได้ว่าเจตนามันต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม สมัยนี้แล้ว การอาบน้ำ อาบท่าก็ควรกระทำในห้องน้ำตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่งั้นคุณย่าคุณยาย อาจต้องไปโรงพัก เพราะผิดฐานอนาจารได้
เช่นกันกับกรณี การแก้ผ้ารำแก้บน คุณอาจจะไปบนบานอย่างไรไม่มีใครทราบ แต่หากต้องแก้ผ้าเพื่อแก้บนของคุณแล้ว ก็ต้องกระทำให้มิดชิด หากกันคนออกไปไม่ได้ ก็ต้องหาผ้าหรืออะไรมาปิดบังรอบบริเวณไว้ ไม่งั้นก็อาจผิดอนาจารได้ เช่นเดียวกันกับเรื่องเดินแฟชั่นโชว์ คือว่าจะเดินไม่ให้เต้ามันหลุดก็ทำได้ แต่ไม่ทำ จงใจปล่อยเต้าออกมา ก็น่าจะผิดฐานอนาจารเช่นกัน แต่ถ้าหากระมัดระวังดีแล้ว ก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง การจะทำอะไรต้องดูให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยด้วย จะได้ไม่มีปัญหา
ที่ชอบอ้างกันว่าโกอินเตอร์ คนอื่นเค้าก็ทำได้นั้น แท้จริงเป็นการอ้างแบบเลื่อนลอย ต้องดูว่าคนที่อ้างถึงนั้นมันใคร และอยู่ประเทศไทย บางประเทศการเปลือยการไม่มีความผิด แต่ไม่ใช่ประเทศไทย เราอยู่ในประเทศไทยก็ควรเคารพกฎหมายไทย ที่สำคัญคือ ควรมีจิตสำนึกรับผิดชอบที่ดีด้วย มองเห็นประโยชน์แก่สังคมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว สังคมจะน่าอยู่และแข็งแรงกว่านี้มาก
กฎหมายกำหนดความผิดฐานอนาจารไว้ว่า การกระทำใดที่ควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยการเปลือยหรือเผยร่างกาย หรือทำการลามกอย่างอื่น โดยไม่มีโทษจำคุกแต่อย่างใด มีแต่เพียงโทษปรับไม่เกิน 500 บาท คืออนาจารยังไงก็เสียไม่เกิน 500 บาทนั่นเอง
กฎหมายบอกว่า แม้ตัวผู้กระทำเองไม่ขายหน้า แต่ถ้าควรขายหน้าก็ถือว่าอนาจารแล้ว ส่วนจะมีความผิดหรือไม่อย่างไรก็ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไป เช่น การวิ่งแก้ผ้าเพื่อถ่ายภาพยนต์กลางที่สาธารณะชน เอามาเปรียบเทียบกับการวิ่งแก้ผ้าเพราะถูกคนบุกเข้ามาทำร้ายขณะกำลังอาบน้ำ จะเห็นว่า กรณีแรกผิดฐานอนาจาร ส่วนกรณีหลังไม่ผิด เพราะขาดเจตนา
ลองมาดูอีก เรื่องการ(เกือบ)เปลือยกายอาบน้ำบนรถ แล้วแห่ไปรอบเมือง จะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ขัดกับวัฒนธรรมไทย กฎหมายก็มาจากวัฒนธรรมที่ดีงามนั่นเอง แม้ว่าการอาบน้ำนั้นจะมีการเอากระจกมาบัง ใส่ผ้าสีเนื้อไว้ด้านใน แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดเผยร่างกายแล้ว เมื่อเทียบกับคุณย่าคุณยายที่อาบน้ำในลำคลองตามบ้านนอกที่อยู่ติดแม่น้ำ จะเห็นได้ว่าเจตนามันต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม สมัยนี้แล้ว การอาบน้ำ อาบท่าก็ควรกระทำในห้องน้ำตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่งั้นคุณย่าคุณยาย อาจต้องไปโรงพัก เพราะผิดฐานอนาจารได้
เช่นกันกับกรณี การแก้ผ้ารำแก้บน คุณอาจจะไปบนบานอย่างไรไม่มีใครทราบ แต่หากต้องแก้ผ้าเพื่อแก้บนของคุณแล้ว ก็ต้องกระทำให้มิดชิด หากกันคนออกไปไม่ได้ ก็ต้องหาผ้าหรืออะไรมาปิดบังรอบบริเวณไว้ ไม่งั้นก็อาจผิดอนาจารได้ เช่นเดียวกันกับเรื่องเดินแฟชั่นโชว์ คือว่าจะเดินไม่ให้เต้ามันหลุดก็ทำได้ แต่ไม่ทำ จงใจปล่อยเต้าออกมา ก็น่าจะผิดฐานอนาจารเช่นกัน แต่ถ้าหากระมัดระวังดีแล้ว ก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง การจะทำอะไรต้องดูให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยด้วย จะได้ไม่มีปัญหา
ที่ชอบอ้างกันว่าโกอินเตอร์ คนอื่นเค้าก็ทำได้นั้น แท้จริงเป็นการอ้างแบบเลื่อนลอย ต้องดูว่าคนที่อ้างถึงนั้นมันใคร และอยู่ประเทศไทย บางประเทศการเปลือยการไม่มีความผิด แต่ไม่ใช่ประเทศไทย เราอยู่ในประเทศไทยก็ควรเคารพกฎหมายไทย ที่สำคัญคือ ควรมีจิตสำนึกรับผิดชอบที่ดีด้วย มองเห็นประโยชน์แก่สังคมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว สังคมจะน่าอยู่และแข็งแรงกว่านี้มาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
